บทที่ 3 เซอร์ไพรส์ 1
เกิดมามินตราไม่เคยเห็นเหตุการณ์ที่วุ่นวายขนาดนี้มาก่อนเลย
หญิงสาวรูปร่างบอบบาง ผู้ที่อยู่ในชุดเดรสสายเดี่ยวสีหวาน เดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งอย่างไม่รู้เลยว่าจะจัดการกับสิ่งที่เกิดตรงหน้าได้อย่างไร ทั้งที่ทั้งห้องมีเพียงแค่สองคนกำลังทะเลาะกัน แต่เสียงที่ได้ยินมันดังเสียจนคนที่ไม่คุ้นชินกับการเอะอะมะเทิ่งใจหาย ราวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันช็อกความรู้สึก จนเกินกว่าจะจัดการได้!
“มินนี่! มานี่เลยนังตัวดี... แกไปได้เสียกับไอ้หมอนี่ตั้งแต่เมื่อไร!?” แล้วทันทีที่เห็นมินตราอยู่ในสายตา หนึ่งในสองคนนั้นก็หันมาส่งเสียงแหลมสูงเสียดฟ้าปลุกให้เธอตื่นจากภวังค์ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นมองไปข้างหน้า หลับตาปี๋แทบไม่ทัน เมื่อมือของอีกฝ่ายยื่นเข้ามาหา ตั้งท่าจะทำร้ายอย่างแน่ชัด “โอ๊ย! ไอ้สารเลว ปล่อยฉันนะ ฉันจะจัดการมัน”
แต่มือนั้นยังไม่ถึงตัว มินตรายังไม่ได้รับบาดเจ็บจากมือข้างนั้น และทันทีที่ลืมตาขึ้นมา เธอก็พบว่าตอนนี้ร่างของคนที่พุ่งเข้าหาเธอ กำลังถูกผู้ชายรูปร่างเพรียวคนหนึ่ง กระชากผมบนศีรษะไว้
“ฮันนี่ มินท้องอยู่... แกจะทำเขาเจ็บไม่ได้”
เจ้าของชื่อฮันนี่หันขวับไปมองคนพูด แต่ต้องนิ่วหน้าออกมาเมื่อมันเจ็บจนต้องสูดปาก ลืมไปได้อย่างไรก็ไม่ทราบว่าไอ้ตัวโย่งที่ยืนซ้อนหลัง กำลังกระชากหัวเธอไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โมลีไปทำร้ายใคร
“ได้ ถ้าอย่างนั้นฉันทำแกแทนก็แล้วกัน ไอ้ตัวดี!” พูดยังไม่ทันจบ หญิงสาวก็เอื้อมมือไปคว้าผมสั้นด้านบนของพี่ชาย ออกแรงกระชากมันลงมา ไม่มีใครยอมใคร “ฉันจะฆ่าแก! กล้าดียังไงมาทำเพื่อนฉันท้อง? ไหนบอกว่าไม่สนใจมัน ไหนว่าจืดชืด รับ! ไม่! ได้!”
สามคำหลังมือเล็กรั้งศีรษะคนเป็นพี่ลงมาเป็นจังหวะ ดูรุนแรงเสียจนมินตราต้องรีบเข้าไปขวาง
“ฮันนี่” หญิงสาวรูปร่างบอบบางเอ่ยชื่อเพื่อนสนิทเสียงสั่น “อย่าทำเขา พี่มูนเป็นพ่อของลูกเรานะ”
โมลีชะงัก ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออกอย่างกระแทกกระทั้น หญิงสาวมองหน้าคนนั้นที คนนี้ที... อีนี่ก็เพื่อนสนิท ไอ้นี่ก็พี่ชาย ความจริงแล้วเธออยากจะฆ่าให้ตายทั้งสองคนนั่นแหละ แต่ติดว่าพวกมันมีอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังเติบโตขึ้นมา
จึงได้แต่ปล่อยมือออกจากผมของมัน เปลี่ยนทิศทางมาจิกทึ้งหัวตัวเองแทน “โอ๊ย จะบ้าตาย!”
ร่างสูงเพรียวกระแทกตูดลงไปที่โซฟา เบือนหน้าหนีจากสองคนที่ไม่รู้ว่าไปเป็นผัวเมียกันตั้งแต่ตอนไหน แล้วจู่ ๆ คนที่ทำร้ายร่างกายคนอื่นเมื่อครู่ก็น้ำตาไหล โมลีร้องไห้ออกมา เพราะสิ่งที่เธอกลัวที่สุดมันได้เกิดขึ้นแล้ว
“ไม่รู้หรือไงว่าเรื่องผู้หญิงมันเหี้ยขนาดไหน?” เธอหันไปถามเพื่อนสนิทที่นั่งลงข้าง ๆ ขณะเดียวกันมืออีกข้างก็ชี้ไปยังพี่ชายสายเลือดเดียวกันและกล่าวคำบริภาษที่ร้ายกาจ “รู้ทั้งรู้ ก็ยังจะไปยุ่งกับมันอีก”
กัดฟันพูดประโยคสุดท้าย เป็นการย้ำเตือนว่าคนเป็นพี่ช่างชั่วร้าย ไม่เหมาะสมกับเพื่อนที่แสนดีของตนแม้แต่กระผีกเดียว ซึ่งคนฟังทั้งสองคนก็ได้แต่ถอนหายใจ โอฬารผู้เป็นพี่ชายก็เดินไปนั่งอาร์มแชร์ที่อยู่ข้าง ๆ
“มึงก็พูดเกินไป” ชายหนุ่มเอ่ยปรามน้องสาว พูดจาแต่ละคำไม่ไว้หน้ากัน
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด!!!”
คนเป็นน้องกำลังตั้งหน้าจะด่าคนเป็นพี่ต่อ แต่แล้วทั้งสามชีวิตก็ชะงัก เมื่อจู่ ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องดังมาจากชั้นบน ก่อนที่จะมีคนวิ่งตึกตักลงมา ฟังดูน่าหวาดเสียวเสียจนสองพี่น้องต้องผนึกกำลังด้วยการลุกขึ้นพร้อมกัน จากนั้นก็หันมองหน้าด้วยความตกใจ
เพียงไม่นาน ไม่กี่วินาทีทั้งหมดก็ได้เห็นร่างบอบบางของหญิงวัยกลางคนภายใต้ชุดเดรสสีหวาน น้ำตาเปรอะเต็มหน้า โดยมีชายรูปร่างสูงใหญ่วิ่งหน้าตื่นราวกับโรคจิตตามหลัง
“คุณรุ้ง ฟังผมก่อน ฟังผมอธิบาย!”
“ไม่ค่ะ รุ้งไม่ฟังอะไรทั้งนั้น!” แม่เลี้ยงสาวของโอฬารกับโมลีกรีดร้องเสียงดัง ไม่เหลือคราบคุณหนูชาวเหนือผู้สูงศักดิ์ ตะโกนลั่นจนชายวัยเกือบชราอย่างพ่อของเธอหน้าซีด “คุณจอมทำอย่างนี้กับรุ้งได้ยังไง? ทำแบบนี้กับลูกได้ยังไง? ...ยอมให้เด็กหลอกจนเสียเงินเป็นล้าน ยังมีอะไรต้องอธิบายให้รุ้งฟังอีกเหรอคะ?”
โมลีขมวดคิ้วทันทีที่ได้ฟัง เธอหันไปมองหน้าคนเป็นพี่ว่าใช่เหรอวะ? ซึ่งโอฬารก็ได้แต่ยักไหล่ ไม่รู้สิ... แต่พอเหลือบมองคนเป็นพ่อที่ช็อกตาตั้ง พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ขยับปากเถียงไม่ได้ สองพี่น้องก็เข้าใจก่อนจะอุทานออกมาพร้อมกันราวกับนัด
“ฉิบหายล่ะทีนี้!”
ทุกคนต่างก็เคยสงสัย ว่าในวัยสามสิบเราควรมีอะไรในชีวิตบ้าง
โมลีก็เป็นหนึ่งในนั้น... ตอนเป็นเด็ก เธอมักจะฝันเห็นตัวเองใส่ชุดเจ้าหญิง เดินนวยนาดในปราสาทระหว่างรอเจ้าชายขี่ม้าขาวมารับ พอโตขึ้นหน่อยก็ฝันถึงชีวิตแต่งงาน หวังว่าสักวันจะมีคนหน้าตาคล้ายคลึงกับพระเอกเกาหลี มาสู่ขอไปเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย
แต่พอเข้าวัยรุ่น ก็ต้องหยุดคิดถึงเรื่องชีวิตหลังแต่งงาน เพราะตอนนั้นไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ครูประจำชั้น หรือแม้แต่เพื่อนเอง ต่างก็พากันจี้ถามเอาคำตอบ ว่าจะเอายังไงกับชีวิตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า? จึงพักเรื่องแฟนไว้ก่อน และไปเสียเวลาหมกมุ่นอยู่กับการวาดรูป อ่านหนังสือ เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อพบว่ามันทำให้เธอมีความสุขมาก
หากตอนที่มันกลายมาเป็นงาน กลับไม่มีวินาทีไหนที่เป็นสุขเลย
ซึ่งในตอนที่ยังมีความสุข โมลีก็วาดฝัน ว่าเธอต้องเป็นศิลปินโด่งดังให้ได้ ฝึกวาดรูป รับจ้างเฝ้าหอศิลป์ ทำงานบริษัท หรือทำอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับความชอบที่สวรรค์สรรสร้างให้ ได้มีรถ มีบ้าน มีผู้ชาย และสร้างครอบครัวที่เป็นต้นแบบของชาติ เอาแบบที่เพื่อนรุ่นเดียวกันอิจฉาจนต้องนินทาไปพร้อมกับตาที่ร้อนผ่าว ๆ
เพื่อพบว่าท้ายที่สุดแล้ว... ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเป็นดั่งใจสักอย่าง
